ควบคุมการเข้าถึง API ด้วยการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมน

การมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนเป็นฟีเจอร์ที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยให้คุณให้สิทธิ์แอปพลิเคชันไคลเอ็นต์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ Workspace ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม คุณจะใช้การมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนได้ 2 วิธีดังนี้

  1. ให้สิทธิ์บัญชีบริการในการเข้าถึงข้อมูลในนามของผู้ใช้ บัญชีบริการอาจใช้แอปประเภทต่อไปนี้
    • เครื่องมือการย้ายข้อมูลและซิงค์เนื้อหาที่คัดลอกเนื้อหาของผู้ใช้จากบริการอื่นไปยัง Google Workspace
    • แอปภายใน (เช่น แอปการทำงานอัตโนมัติ) ที่นักพัฒนาแอปสร้างไว้ให้องค์กรของคุณ เช่น คุณจะมอบสิทธิ์เข้าถึงให้กับแอปพลิเคชันที่ใช้ Calendar API เพื่อเพิ่มกิจกรรมไปยังปฏิทินของผู้ใช้ได้
  2. อนุญาตให้ผู้ใช้ใช้แอปไคลเอ็นต์ OAuth โดยไม่มีหน้าจอขอความยินยอมปรากฏขึ้น ผู้ใช้จะเข้าถึงแอปได้โดยที่ระบบไม่ต้องขอคำยินยอม และคุณจะระบุได้ว่าแอปจะเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ใดได้บ้าง

นอกจากนี้คุณยังจัดการการติดตั้งทั่วทั้งโดเมนและดูขอบเขต API สําหรับแอปใน Google Workspace Marketplace ได้อีกด้วย ดูข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูล และการ ติดตั้งแอป Marketplace

ข้อควรทราบก่อนที่จะเริ่มต้น

  • ตรวจสอบว่าคุณมีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบขั้นสูงสําหรับบัญชี Google Workspace
  • อ่านแนวทางปฏิบัติแนะนำสำหรับการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนและแนวทางปฏิบัติแนะนำสำหรับการใช้บัญชีบริการ
  • ยืนยันรายการขอบเขต API ที่แอปหรือบัญชีบริการต้องการ ตรวจสอบว่าแอปหรือบัญชีบริการมีขอบเขตการเข้าถึงที่เหมาะสม
  • (หากมอบสิทธิ์ให้แอป OAuth) รับรหัสไคลเอ็นต์ OAuth จากนักพัฒนาแอป
  • (หากมอบสิทธิ์ให้บัญชีบริการ) รับรหัสไคลเอ็นต์ของบัญชีบริการ หากคุณเป็นเจ้าของบัญชีบริการ คุณสามารถค้นหารหัสได้ดังนี้
    1. ลงชื่อเข้าใช้ Google Cloud ในฐานะผู้ดูแลระบบขั้นสูง
    2. คลิก IAM และผู้ดูแลระบบ จากนั้น บัญชีบริการ จากนั้น [ชื่อบัญชีบริการของคุณ]
    3. ขยายการตั้งค่าขั้นสูง แล้วคัดลอกรหัสไคลเอ็นต์
  • เมื่อใช้การมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมน แอปจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เป็นของ ผู้ใช้ทุกคน เราขอแนะนำให้ตั้งค่าการตรวจสอบบัญชีบริการเป็นประจำและลบบัญชีที่ไม่ได้ใช้แล้ว

ตั้งค่าการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนสำหรับไคลเอ็นต์

  1. ในคอนโซลผู้ดูแลระบบของ Google ให้ไปที่เมนู จากนั้น ความปลอดภัย จากนั้น การเข้าถึงและการควบคุมข้อมูล จากนั้น การควบคุม API จากนั้น จัดการการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมน

    คุณต้องลงชื่อเข้าใช้ในฐานะผู้ดูแลระบบขั้นสูงสำหรับงานนี้

  2. คลิกเพิ่มใหม่
  3. ป้อนรหัสไคลเอ็นต์ สำหรับบัญชีบริการหรือไคลเอ็นต์ OAuth2
  4. ในส่วนขอบเขต OAuth ให้เพิ่มแต่ละขอบเขตที่แอปพลิเคชันเข้าถึงได้ (ควรจํากัดให้แคบอย่างเหมาะสม) คุณจะใช้ขอบเขต OAuth 2.0 สำหรับ Google APIs ใดก็ได้ เช่น หากแอปพลิเคชันต้องการสิทธิ์เข้าถึง Google Drive API และ Google Calendar API แบบทั่วทั้งโดเมน ให้ป้อน https://www.googleapis.com/auth/drive และ https://www.googleapis.com/auth/calendar
  5. คลิกให้สิทธิ์ หากคุณพบข้อผิดพลาด ระบบอาจไม่ได้ลงทะเบียนรหัสไคลเอ็นต์กับ Google หรืออาจมีขอบเขตที่ซ้ำกันหรือไม่รองรับ

    หมายเหตุ: หากเปิดใช้การอนุมัติจากผู้ที่มีสิทธิ์สําหรับองค์กร การให้สิทธิ์การมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนสําหรับแอปไคลเอ็นต์จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ดูแลระบบขั้นสูงรายอื่น

  6. ชี้ไปที่รหัสไคลเอ็นต์ใหม่ แล้วคลิกดูรายละเอียด จากนั้นตรวจสอบว่าได้ระบุขอบเขตทุกรายการแล้ว

    หากยังไม่ได้ระบุขอบเขต ให้คลิกแก้ไข แล้วป้อนขอบเขตดังกล่าว จากนั้นคลิกอนุมัติ คุณไม่สามารถแก้ไขรหัสไคลเอ็นต์ได้

การเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง แต่โดยปกติจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น ดูข้อมูลเพิ่มเติม

ดู แก้ไข หรือลบไคลเอ็นต์และขอบเขต

แนวทางปฏิบัติแนะนำคือให้ตรวจสอบขอบเขตของแอปเป็นระยะๆ และนำขอบเขตที่ไม่จำเป็นหรือไม่ค่อยได้ใช้ออก รวมทั้งลบไคลเอ็นต์ที่ไม่ต้องการแล้วออกด้วย เช่น นำสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือการย้ายข้อมูลออกหลังจากย้ายข้อมูลเสร็จแล้ว

  1. ในคอนโซลผู้ดูแลระบบของ Google ให้ไปที่เมนู จากนั้น ความปลอดภัย จากนั้น การเข้าถึงและการควบคุมข้อมูล จากนั้น การควบคุม API จากนั้น จัดการการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมน

    คุณต้องลงชื่อเข้าใช้ในฐานะผู้ดูแลระบบขั้นสูงสำหรับงานนี้

  2. คลิกชื่อไคลเอ็นต์แล้วเลือกตัวเลือกต่อไปนี้
  • ดูรายละเอียด - ดูชื่อไคลเอ็นต์แบบเต็มและรายการขอบเขต
  • แก้ไข - เพิ่มหรือนำขอบเขตออก คุณไม่สามารถแก้ไขรหัสไคลเอ็นต์ได้ การเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง แต่โดยปกติจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น ดูข้อมูลเพิ่มเติม
  • ลบ—แอปพลิเคชันที่อ้างอิงการให้สิทธิ์ไคลเอ็นต์จะหยุดทำงานทันที

    หมายเหตุ: หากเปิดใช้การอนุมัติจากผู้ที่มีสิทธิ์สําหรับองค์กร การแก้ไขขอบเขตหรือการลบการมอบสิทธิ์ทั่วทั้งโดเมนสําหรับแอปไคลเอ็นต์จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ดูแลระบบขั้นสูงรายอื่น